Gloom_WiDow View my profile

[Fanfic เพชรพระอุมา] การเวก

posted on 11 Oct 2012 00:01 by gloomwidow in Fanfic

            แฟนฟิคเพชรพระอุมา [one-shot]

            Title               : การเวก

            Category      : Yaoi[Boy's Love], Romance

            Rate              : PG

            Pairing          : แงซาย x รพินทร์

            Author         : Gloom_Widow

            Note             : ขณะที่แต่ง เราอ่านไปถึงภาค 1 เล่ม 4 เท่านั้นนะคะ เพราะงั้นฟิคเรื่องนี้มันมาจากความฟุ้งซ่านล้วนๆ หากข้อมูลอะไรผิดก็ต้องขออภัยด้วย แล้วก็ถ้าหลงมาและคิดจะอ่านแล้วก็... มันสั้นมากนะเคอะ ; w ; //เตือนไว้ก่อน แรงบันดาลใจหลัก แรกสุดคือเพื่อนๆที่ไซโคแล้วไซโคอีกให้เอามาอ่าน อย่างที่สองคือเอนทรี่ นี้ ของท่าน K และบล็อคๆ นี้ ของท่านดีค่ะ!! ตอนนี้อ้างอิงจากช่วงท้ายของเล่มที่ทั้ง 6 คน (รพินทร์ เชษฐา ไชยยันต์ ดาริน แงซายและเกิด) โดนน้ำป่าซัดนะคะ

 

             ================================

            นกฟ้ากำลังร้องเพลง เล่นแสงเดือน 

            เสียงกังวานแจ่งใส ดังออกมาจากร่างนั้น 

 

            แล้วยังไง?”

            เขาโพล่งถามออกมาอย่างหงุดหงิด แต่แงซายหัวเราะ

 

            คนเห็นมันแต่เงา คนได้ยินมันแต่เสียง ไม่มีใครรู้แหล่งที่อยู่ ไม่มีใครได้สัมผัสแม้แต่ขนหาง แต่คงมีสักโอกาสหนึ่งที่วิหคฟ้าผละแดนสวรรค์ลงมาเกลือกเล่นธุลีดิน วันนั้นย่อมเป็นวันปิติโสมนัสของพสุธารพินทร์จ้องหน้าหนุ่มชาวดงผู้ลึกลับอย่างประหลาดใจ แทบไม่เชื่อหูตนเอง

 

            ================================

 

            รพินทร์นอนพลิกกระสับกระส่ายอยู่ใกล้ปากถ้ำหินย้อยที่คณะนายจ้างอาศัยเป็นที่หลับนอนในคืนข้างขึ้นจันทร์เต็มดวง ประโยคเสนาะหูราวบทกลอนของหนุ่มกระเหรี่ยงเมื่อไม่ถึงสองชั่วโมงที่ผ่านมาวนเวียนอยู่ในหัว ของเขา ทำให้นัยน์ตาสีเหล็กกล้านั้นไม่อาจข่มหลับได้ลง

 

            อาจเพราะประกายตาของแงซายนั้นยากจะหยั่งถึงเจตนาที่แฝงในน้ำเสียง เพราะกระเหรี่ยงไพรรูปงามนั้นเพียงยิ้มกว้างให้เขาเหมือนเจ้าตัวแค่เปรยมันออกไปกับสายลม ซ้ำร้ายเมื่อถามถึงความหมาย แงซายผู้ลึกลับกลับบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น พาลให้เขาหงุดหงิดจนหมดความตั้งใจจะสาวความต่อเสียอย่างนั้น

 

            พรานใหญ่แห่งหนองน้ำแห้งยันกายขึ้นนั่งแล้วกวาดตามองเหล่านายจ้าง ทุกคนหลับสนิทและดูผ่อนคลายทำให้เขายิ้มบาง รพินทร์ยังคงไว้ซึ่งความตั้งใจที่จะไม่ปลุกเชษฐาและไชยยันต์ขึ้นเฝ้าเวรยาม ถ้ำหินย้อยแห่งนี้อยู่สูงบนชะง่อนผาตระหง่าน เต็มไปด้วยโขดหินมากกว่าต้นไม้ ยากนักที่จะพบสัตว์นักล่าใดๆขึ้นมาหากิน นอกเสียจากงูเหลือมหรือแมลงตัวเล็กๆเท่านั้น เขาเองก็เข้ามาพำนักกินนอนอยู่เสียหลายต่อหลายครั้ง เป็นไปได้ก็อยากจะให้ทุกคนได้หลับอย่างสนิทใจเพื่อพักผ่อนจากเหตุอลหม่านทั้งหลายที่เพิ่งจะผ่านพ้น

 

            รพินทร์หันมองฝ่าความสลัวของแสงจันทร์และกองไฟซึ่งเริ่มมอดไปยังตำแหน่งที่แงซายล้มตัวลงนอนเมื่อเที่ยงคืน เมื่อพบว่าร่างสง่าผิวกายสีทองแดงนั้นยังคงนอนนิ่งเช่นเดิมเขาก็ถอนหายใจแผ่วเบาแล้วลุกขึ้นเงียบกริบ คว้าเอาท่อนไม้ฟืนเติมเชื้อเข้าใส่กองไฟริบหรี่ เป่าสองสามทีให้มันสว่างขึ้นอีกหนแล้วจึงคว้าไรเฟิลคู่กายเดินออกมาจากถ้ำ ฝีเท้าพรานมือดีไม่ทำให้ใครรู้สึกแม้แต่คนนอนไวอย่างเกิด

 

            พรานใหญ่เดินทอดน่องไปเรื่อยแล้วหยุดยืนนิ่งที่แอ่งน้ำใสสะอาดแอ่งเดียวกันกับที่เขาและหม่อมราชวงศ์หญิงดารินมาหยุดยืนอยู่ด้วยกัน นัยน์ตาคมทอดมองเงาเดือนที่ทอดสะท้อนลงบนผิวน้ำ นกฟ้าการเวกยังคงขับร้องบทเพลงแห่งพงไพรไม่ขาดสาย ยิ่งฟังก็ยิ่งทำให้ความคิดจมลงในภวังค์ เหม่อลอยอย่างไม่สมปกติวิสัย

 

            ผู้กองไม่หลับไม่นอนหรือ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยฝ่าความเงียบทำเอารพินทร์หันขวับ สายตาค้อนปะหลักปะเหลือกพลางแยกเขี้ยวใส่แงซายที่ย่องตีนเสือเข้ามา เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด!

 

            บ๊ะ! ไอ้แงซาย ฉันบอกแกกี่หนแล้วว่าจะไปจะมาก็ให้สุ้มให้เสียงกันหน่อย หากฉันเป็นนายหญิงของแก ไม่คว้าเอาปืนยิงเจาะกบาลแกไปแล้วหรือ!?” รพินทร์สบถอย่างหัวเสีย และยิ่งอารมณ์เสียหนักเมื่อกระเหรี่ยงไพรรูปงามเพียงฉีกยิ้มเห็นฟันไม่สะทกสะท้าน

 

            เพราะผู้กองเป็นผู้กอง ไม่ใช่นายหญิงไงครับแงซายเอ่ยตอบแล้วเดินขึ้นเคียงข้างพรานหนุ่ม รอยยิ้มบางยังฉายอยู่บนใบหน้าคม ก่อนจะพูดต่อ ผมขอถามอีกครั้ง ผู้กองไม่นอนหรือ? หรือว่าติดใจนางไม้รูปงามกับเสียงการเวกเพลงสวรรค์ เลยข่มตาไม่หลับ?” เขาหัวเราะกับท่าทีหงุดหงิดชัดเจนของรพินทร์ทันทีที่พูดจบ

 

            แกยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าที่แกพูดเมื่อตอนแรกมันหมายความว่ายังไง?” คนพูดกระชากเสียงแสดงความไม่พอใจ กระนั้นก็ยังไม่ตอบคำถามจากอีกคน

 

            ผู้กองเข้าใจว่าอย่างไรล่ะครับ?”

 

            ไม่ต้องมาเล่นลิ้นกับฉันนะไอ้เสือ!รพินทร์สวนกลับทันควัน เริ่มรู้สึกเข้าใจมรว.หญิงคนสวยยามที่โดนเขาหยอกแหย่ขึ้นมาอย่างไรพิกล

 

            ผมเปล่าเล่นลิ้น ผมเพียงแค่ต้องการจะทราบว่าผู้กองตีความหมายมันว่าอย่างไรต่างหากล่ะครับอีกฝ่ายยังตอบน้ำเสียงปกติ ประกายตาสดใสและรอยยิ้มน่ามองทำเอาคนฟังหันหน้าเบี่ยงกลับไปมองเงาจันทร์บนผิวน้ำอย่างเดิม พรานใหญ่เลือกที่จะเงียบไม่ตอบเสีย เพื่อจะกดดันให้แงซายเป็นฝ่ายพูดออกมาเอง

 

            ฉันเข้าใจว่าแกหมายถึงสักวัน ฉันคงจะมีโอกาสในเรื่อง...ของคุณหญิงท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะเปรยมันออกมาเองเพราะดูเหมือนอดีตหัวหน้ากองโจรกระเหรี่ยงจะไม่ยอมเล่นตามเกมของเขาง่ายๆ เสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอของคนฟังทำให้รพินทร์มุ่นคิ้ว

 

            หากผู้กองเข้าใจเช่นนั้น ก็ไม่ผิดหรอกครับ... แต่ก็.. ไม่ได้ถูกเสียทีเดียว ถ้าผมเป็นผู้กองก็คงจะเข้าใจเช่นนั้นเหมือนกันแงซายเอ่ยเสียงนุ่ม ใบหน้าสีทองแดงคมเข้มเงยขึ้นมองฟ้า หูสดับเสียงหวานของการเวกแล้วพูดต่อ ไอ้แงซายคนนี้น่ะ... หัวนอนปลายเท้าไม่ได้มีเป็นหลักแหล่งหรอกครับ ชื่อเสียงก็มิได้เลื่องลือเป็นที่กล่าวขาน ยิ่งลาภทรัพย์เงินทองคงไม่ต้องกล่าวถึง

 

            รพินทร์หันมองหน้ากระเหรี่ยงหนุ่ม มุ่นคิ้วไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ ซ้ำยังนึกแปลกใจที่แงซายกล่าวถึงตัวเองก่อนโดยไม่ต้องให้ใครซักถาม แกหมายความว่าอย่างไร?” นัยน์ตาสนเท่ห์ที่มองมาทำเอาร่างสูงใหญ่กำยำไหวสั่นน้อยๆเพราะอาการขบขัน

 

            ผู้กองครับ... ผู้กองรู้ตัวไหมว่าผู้กองน่ะน่ารักเขาชมจากใจจริง จากสิ่งที่รู้สึกและสัมผัสได้ตั้งแต่ออกเดินทางจากหนองน้ำแห้ง แต่ดูเหมือนคำชมนั้นจะไม่เข้าหูพรานหนุ่มสักเท่าใดนัก เจ้าตัวถึงได้ทำท่างุ่นง่านกว่าเก่า

 

            กระเหรี่ยงรูปงามขยับยิ้มแล้วก้าวเข้าชิดรพินทร์ที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ นิ้วชี้เรียวยาวจิ้มลงที่กลางแผ่นอกใต้เสื้อแจ็คเกตล่าสัตว์ของร่างเล็กกว่า ผู้กองคือหงส์ฟ้าการเวกแงซายเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน ก่อนจะชี้เข้าหาตัวเอง ส่วนผม.. คือพสุธาธุลีดิน

 

            ใบหน้าสีทองแดงหล่อเหลาขยับเข้าใกล้ นัยน์ตาเหล็กกล้าของรพินทร์ลืมค้าง ทั้งร่างเหมือนโดนมนต์สะกด ให้ไม่อาจขยับหนี ริมฝีปากอบอุ่นแนบเข้าข้างแก้มสีคร้ามแดดของพรานหนุ่ม จุดประกายให้ร่างกายส่วนอื่นร้อนวาบขึ้นท่ามกลางสายลมหนาวเหน็บของขุนเขา

 

            และผืนพสุธา ก็ยังรอวันที่สวรรค์จะโปรดให้การเวกรูปงาม ยอมลงมาสู่ผืนดิน ให้ได้ยลโฉม ได้สัมผัส...แงซายขยับริมฝีปากไปกระซิบข้างหูพรานใหญ่

 

            ได้โอบกอดพลอดรักด้วยสองแขนและกำลังทั้งหมดที่มี...

 

            ================================

 

            รพินทร์จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนกลับมายังถ้ำหินย้อยได้อย่างไร รู้สึกตัวตื่นอีกครั้งก็พบแงซายและเกิดเริ่มหุงหาสำหรับมื้อเช้าอยู่แล้ว ไรเฟิลคู่มือพาดอยู่ใกล้ๆ ตัวเขานอนอยู่ใกล้ปากถ้ำตำแหน่งเดิมที่จับจองไว้แต่เมื่อคืน กะเวลาจากท้องฟ้าก็คงจะราวๆตีห้าเศษหกโมงเห็นจะได้ ใบหน้าคมเข้มขมวดยุ่งขณะลุกขึ้นจากย่ามส่วนตัวที่หนุนนอนอยู่ พลันนิ่งงันเมื่อเหลือบไปเห็นแงซายมองมาทางตนแล้วยิ้มน้อยๆ พรานใหญ่รีบลุกขึ้น คว้า .458 แม็กนั่มขึ้นหนีบไว้ที่ซอกแขนแล้วจ้ำออกนอกถ้ำไปโดยไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว

 

            อ้าว! นาย... จะไปไหนครับ?” เกิดกู่เสียงถามไล่หลัง กระนั้นก็ระวังไม่ให้รบกวนเหล่านายจ้างที่กำลังหลับสบาย เมื่อเห็นว่ารพินทร์ไม่กู่ตอบกลับมาจึงหันไปมองหน้าแงซายซึ่งกำลังจะหุงข้าวด้วยความงุนงง

 

            กระเหรี่ยงไพรรูปงามเพียงแค่ยิ้มตอบเงียบๆเท่านั้น....

 

 

=========================

จบละค่ะ ฟิคแห่งความเพ้อเจ้อ ; w ;

พออ่านเจอตอนนี้แล้วแบบ แงซายยยยยยยย!!! แกคิดอะไรใช่มั้ยย!!

จริงๆเราอ่านมาถึงเล่มนี้ เราก็โอเคกับรพินทร์ดารินนะคะ

แต่แงซายรพินทร์มันใช่กว่าเท่านั้นเอ๊งงง