Gloom_WiDow View my profile

[X-Man First Class Fic] Eternity

posted on 17 Jan 2012 01:36 by gloomwidow in Fanfic

            [X-Man First Class Fan-Fiction]

            Title : Eternity

            Author : Gloom_Widow

            Pairing : Erik/Charles, Alex/Sean

            Rate : PG

            Warning : Yaoi [Boy's Love]

            Note : เรื่องนี้แต่งจบเร็วกว่าไอสองเรื่องของฌอนกับอเล็กซ์ที่ดองไว้ซะอีก ; [] ;!!!! เพราะหลงไปอ่าน White Love Rhapsody ของคุณ Tippuri มันเลยกลายเป็นว่าฟิเวอร์คู่นี้มากพอๆกับอีกคู่ไปซะแล้ว... Orz...

 

========================================


            สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเวสเชสเตอร์ นิวยอร์ก ตอนเช้าวันอาทิตย์นั้นคับคั่งไปด้วยผู้คนเหมือนทุกๆวันหยุดสุดสัปดาห์ เสียงพูดคุยจอแจดังขึ้นไม่ขาดสาย เด็กเล็กๆวิ่งกันวุ่นวายที่สนามหญ้า ลานทราย และบริเวณเครื่องเล่น บรรดาผู้ปกครองและเหล่าหนุ่มสาวที่เดินกันขวักไขว่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของชายสูงอายุที่กำลังนั่งอย่างสงบนิ่งอยู่หน้าโต๊ะหมากรุกเลยแม้แต่น้อย


            มือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการก้าวผ่านวันเวลาค่อยๆหยิบบิชอปสีดำบนกระดานเคลื่อนไปยังตำแหน่งที่วางแผนไว้ ก่อนจะเอื้อมไปกดนาฬิกาจับเวลา เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าเป็นตาของฝ่ายตรงข้ามแล้ว นัยน์ตาสีขุ่นเผยชัดถึงร่องรอยของความเหนื่อยล้าและหม่นหมอง กระนั้นก็ยังลึกลับและเรียบเฉยเหมือนดังที่ผ่านมา ดวงตาน่าค้นหาจ้องมองไปยังเก้าอี้ไม้วางเปล่าตรงข้ามตน


            นานแค่ไหนแล้วที่เขาเล่นหมากรุกคนเดียว...


            เสียงที่สะท้อนก้องอยู่ในใจทำให้ชายชราถอนหายใจแผ่วเบา คำถามเดิมๆซึ่งเวียนวนอยู่ในใจมาร่วมสามสิบปีก่อตัวขึ้นมาอีกหน แทบทุกครั้งที่เขามองกระดานหมากรุก ใบหน้าอ่อนโยนกับนัยน์ตาสีฟ้าสดใสของใครคนหนึ่งก็มักจะผุดขึ้นมา จากนั้นความทรงจำมากมายก็จะพรั่งพรูเข้าสู่ห้วงความคิด ชักนำให้เขาจมดิ่งลงไปในภาพอดีตเหล่านั้น และเอริคยอมรับอย่างไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่า มันทำให้เขาเจ็บปวดมากแค่ไหน


 

            เขายังจำมันได้ดีราวกับทุกสิ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ภาพรอยยิ้มสุดท้ายของชาร์ลไม่ต่างอะไรจากมีดคมกริบที่ค่อยๆกรีดลึกเข้ามาในใจเขา ใบหน้าที่คงไว้ซึ่งความอ่อนโยนเหมือนวันเก่าๆทำให้ทั้งร่างของเขาชาวูบจนไม่อาจจะขยับได้แม้แต่ปลายนิ้ว นัยน์ตาเป็นประกายงดงามที่มองมาเพียงเสี้ยววินาทีในตอนนั้นทำให้เอริครู้ดีว่าประโยคสั้นๆที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ มันมีความหมายมากเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำใด

 

            ฉันรักนาย... ลาก่อนนะ เอริค”


            เสียงกังวานชวนฟังยังคงดังสะท้อนอยู่ข้างใน น้ำเสียงอ่อนหวานที่ซึมลงไปในจิตใจอันหยาบกระด้างยิ่งตอกย้ำให้เขารู้สึกผิด มากไปกว่านั้น มันทำให้เขาเจ็บปวด หากเขาแข็งแกร่งและฉลาดกว่านั้นสักนิด ชาร์ลอาจไม่ตาย.. ไม่สูญสลายไปต่อหน้าต่อตาเหมือนอย่างที่เกิดขึ้น แต่ไม่ว่าเขาจะต้องขมขื่นกับอดีตที่เลวร้ายมากเท่าไร มันก็ไม่มีทางเทียบได้เท่ากับครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ชาร์ลของเขาต้องเผชิญ เอริครู้เรื่องนั้นดี


            เขาพรากทุกอย่างไปจากชาร์ล พรากเอาความเชื่อใจ ความฝัน ความหวัง น้องสาวที่อีกฝ่ายรักและผูกพันธ์ หรือแม้กระทั่งคนรัก การเดินจากชาร์ลมาเพื่อแสวงหาพลังอำนาจไม่เคยทำให้เอริคมีความสุข กระนั้นความทะนงตนอย่างโง่เง่าก็ฉุดรั้งเขาไม่ให้หันหลังกลับไป จนทุกอย่างดำเนินมาถึงจุดจบและในเวลานี้เขารู้ดีว่าต่อให้คุกเข่าอ้อนวอนต่อฟ้าอย่างไร บทลงโทษแก่ความโอหังและโง่งมของตนนั้นจะไม่มีวันสิ้นสุดตราบจนวันที่เขาหมดลมหายใจ

 

            รอยยิ้มเยาะหยั่นคลี่ออกที่มุมปากของร่างสูง สำหรับคนโง่ที่ได้ทำร้ายคนๆนึงไว้มากมายขนาดนั้น บทลงโทษนี้ก็คงจะสาสมแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนที่ถูกทำร้ายคือคนที่เขารักและขณะเดียวกันก็รักเขาอย่างสุดหัวใจ


            “คุณตาไม่เล่นต่อเหรอฮะ.. จะหมดเวลาแล้วนะฮะ” เสียงใสๆเจื้อยแจ้วทักขึ้นข้างกายทำเอาชายชราบนเก้าอี้ไม้หลุดออกจากห้วงภวังค์ นัยน์ตาสีเทาหันมองคนพูดก่อนจะเหลือบไปมองนาฬิกาจับเวลา เข็มโลหะสีดำจวนจะวนกลับมาครบรอบแล้วทำให้คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย มืออ่อนแรงขยับตัวหมากสีขาวบนกระดานไม้แล้วจึงกดหยุดเวลาไว้ชั่วครู่


            “คุณตาเบื่อแล้วเหรอ?” เด็กน้อยตัวเล็กถามขึ้นอีกหน ใบหน้าขาวเนียนขับให้นัยน์ตาสีฟ้าสดใสดูเด่นชัดสะดุดตา เส้นผมสีบลอนด์ถูกตัดสั้นรับกับโครงหน้า ร่างเล็กในชุดเอี้ยมยีนส์ยืนโยกตัวไปมาขณะคุยกับเขาแลดูน่ารักน่าชัง


            “อยากเล่นด้วยกันรึเปล่า?” เสียงแหบพร่าเอ่ยถามแผ่วเบา ซึ่งคนถูกถามก็ยิ้มร่าก่อนจะพยักหน้าระรัวแล้วปีนขึ้นไปนั่งยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มือเล็กๆจัดการวางเรียงตัวหมากทุกตัวประจำที่หลังจากออกปากอาสาจัดกระดานใหม่เอง

 

            “คุณตาชื่ออะไรฮะ? ผมชื่อฟรานซิส ยินดีที่ได้รู้จักนะฮะ” ชื่อของคู่สนทนาตัวจ้อยทำเอาคนฟังชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจไหววูบเพราะสิ่งที่ได้ยินซึ่งทำให้หวนนึกถึงคนที่เป็นเจ้าของชื่อเดียวกันอีกหน นัยน์ตาสีควันสบกับดวงแก้วสีฟ้าใสที่มองมา ก่อนที่คนอายุมากกว่าจะคลี่ยิ้มบาง


 

            “เอริค... เอริค เลนชะ...” ไม่ทันที่เอริคจะแนะนำตัวจบ มือเล็กจิ๋วก็เอื้อมมาสัมผัสที่แก้มเขา มือของฟรานซิสค่อนข้างเย็นเพราะอากาศกลางฤดูใบไม้ร่วง นั่นทำให้คนสูงวัยรับรู้ได้ถึงความร้อนของน้ำใสๆที่ไหลออกมาจากนัยน์ตา


 

            ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?


 

            “คุณตาเป็นอะไรฮะ อย่าร้องไห้เลยนะ” เด็กน้อยเอ่ย น้ำเสียงเจือชัดถึงความห่วงใย “ถ้ามีเรื่องเศร้า คุณตาเล่าให้ผมฟังได้นะ ผมไม่บอกใครหรอก” ฟรานซิสพูดพลางส่ายหน้าไปมาเพื่อยืนยันว่าตนพูดจริง ดวงตาสดใสแลดูจริงจังเสียจนน่าเอ็นดู


 

            “ชอบฟังนิทานไหม?” บางที การเล่าบางสิ่งบางอย่างให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันเลยฟัง อาจช่วยให้เขาสบายใจขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย..

 

            “ชอบฮะ!!”

 

            เอริคนิ่งเงียบไปราวๆหนึ่งนาที ก่อนจะยิ้มแล้วพูดเสียงแผ่ว “ฉันมีเรื่องสนุกๆจะเล่าให้ฟัง เธออยากฟังไหม?” เสียงทุ้มหยุดเว้นช่วง ก่อนจะเริ่มเอ่ยต่อเมื่อคู่สนทนาตัวจ้อยพยักหน้า


            “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่ยังมีสงครามอันโหดร้ายทารุณเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า มีแม่ลูกคู่หนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันในกระท่อมหลังเล็กๆ ช่วยกันทำงานหาเงินอย่างขยันขันแข็ง แม้จะยากจนแต่ทั้งคู่อยู่อย่างมีความสุขเรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่ง เรื่องเลวร้ายก็เกิดขึ้นเมื่อแม่โดนฆ่าตายโดยปีศาจใจร้ายส่วนลูกชายนั้นรอดชีวิตเพราะปีศาจตนนั้นต้องการจับลูกชายไปเป็นทาสรับใช้ กระทั่งเด็กชายเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มและหลบหนีออกมาจากปราสาทของปีศาจร้ายได้ ชายหนุ่มตั้งใจไว้ว่าจะตามหาและฆ่าเจ้าปีศาจให้ได้ไม่ว่าอย่างไร...” เรื่องราวในความทรงจำค่อยๆถูกถ่ายทอดให้เด็กน้อยตรงหน้าอย่างไม่รีบร้อน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของวันเวลาฉาบไปด้วยรอยยิ้มบางๆ

 

            “ในที่สุดโชคชะตาก็บันดาลชายหนุ่มได้พบกับปีศาจอีกครั้ง เขาพยายามจะฆ่าปีศาจร้ายตนนั้นทิ้งเสีย แต่เพราะความหวาดกลัวในวัยเด็กและความอ่อนแอ ทำให้เขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด... และแล้วก็มีชายหนุ่มอีกคนมาช่วยชีวิตเขาไว้..” ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างสองคนทันทีเมื่อเอริคหยุดพูดกระทันหัน ใบหน้าอ่อนหวานที่ผุดเข้ามาในมโนสำนึกทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นแรง คำพูดในตอนนั้นยังติดตรึงอยู่ในใจ


 

            “You're not alone.'”

 

 

            “คุณตาฮะ คนที่มาช่วยนั้นเป็นเพื่อนของชายคนนั้นเหรอ?” เสียงเจื้อยแจ้วถามขึ้น มือเล็กสองข้างยกขึ้นเท้าคางกับโต๊ะหมากรุกพลางแกว่งขาไปมา

 

            “เปล่าหรอก.. แต่เพราะชายอีกคนเป็นคนใจดี มีจิตใจงดงาม จิตใจที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าใครๆ เขาจึงเสี่ยงชีวิตช่วยชายหนุ่ม แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม หลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสองคนช่วยกันรวบรวมพรรคพวกเพื่อกำจัดปีศาจร้ายตนนั้น แต่แล้วชายหนุ่มคนแรกก็คิดว่า เมื่อเขาฆ่าปีศาจตนนั้นตาย เขาจะนำอำนาจของปีศาจตนนั้นมาเป็นของตนและปกครองโลกใบนี้ ในขณะที่เพื่อนของเขากลับคัดค้าน ทั้งคู่มีปากเสียงกันบ่อยครั้ง.. เพราะเพื่อนคนนั้นไม่ต้องการให้เขากลายเป็นเหมือนปีศาจใจร้าย เพื่อนของชายหนุ่มต้องการให้เขาเป็นคนดีและอยู่ด้วยกันตลอดไป..”

 

            “Killing Shaw will not bring you peace..”

 

            “Peace was never an option”